เปลี่ยนธาตุเปลี่ยนดวง ทำได้อย่างไร?

https://www.facebook.com/nakamole/posts/520792532736492

ขอทำความเข้าใจ (เพราะบางคนบอกว่า เป็นไปไม่ได้)

ขอจั่วหัวไว้อย่างนี้นะครับ เพราะตั้งใจจะอธิบาย (ครั้งที่เท่าไหร่ก็ไม่ทราบ) ว่า กระบวนการเปลี่ยนธาตุเปลี่ยนดวง มันเกิดขึ้นได้อย่างไร เพราะหลายคนเชื่อว่า ดวงนั้นเปลี่ยนไม่ได้ ซึ่งลุงพุฒก็เข้าใจ เพราะในความเข้าใจในความรู้สึก สิ่งใดที่เป็นอัตตา สิ่งนั้นย่อมเที่ยง (คือ ไม่เปลี่ยนแปลง) และคงทนไม่เสื่อมสลาย เป็นธรรมดาของผู้ที่ยังมี สัสสตทิฎฐิ คือ มีความเห็นว่าอัตตาเที่ยง อัตตาไม่ทุกข์ แต่ในพระพุทธศาสนากลับมองว่า แท้จริงแล้วไม่มีอัตตา (สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา) แต่ที่มีอยู่จริงก็คือ ความยึดถือว่าเป็นตัวตน หรือ อัตวาทุปาทาน

ความงุนงงสงสัย แสดงความไม่เชื่อ ปรากฎอยู่ในคอมเมนต์ของหลายๆโพสต์ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการเปลี่ยนธาตุเปลี่ยนดวง เช่น

เปลี่ยนธาตุเปลี่ยนดวงตนเอง
https://www.facebook.com/nakamole/posts/2552087048169257
หรือ
https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=2552087048169257&id=404711949573455

เปลี่ยนดวงภรรยา นำมาซึ่งความสุข
https://www.facebook.com/nakamole/posts/2622863477758280
หรือ
https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=2622863477758280&id=404711949573455

เปลี่ยนธาตุเปลี่ยนดวงอย่างด่วนๆ Remote ข้ามฟ้าข้ามทะเล
https://www.facebook.com/nakamole/posts/3522792967765322
หรือ
https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=3522792967765322&id=404711949573455

เปลี่ยนธาตุเปลี่ยนดวง ผู้ป่วยจิตเวช
https://www.facebook.com/nakamole/posts/3364257930285494
หรือ
https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=3364257930285494&id=404711949573455

หากจะเฉลียวใจคิดดู

แต่ลุงพุฒจะขอลองตั้งคำถามให้ฉุกคิด สำหรับผู้ที่เคยดูดวงกับลุงพุฒ และเห็นความแม่นยำของวิชาโหราศาสตร์ไทยประยุกต์ที่ลุงพุฒใช้ (โหราศาสตร์ไทยประยุกต์ก็มีหลายตำรานะครับ ไม่ได้เหมือนกันสักทีเดียวหรอกครับ แม้แต่ในพื้นฐานบางเรื่อง ก็ต่างก้นแล้ว) คำถามที่ลุงพุฒจะถามก็คือ ดวงของเรา (คือ ดาวในตำแหน่งต่างๆบนท้องฟ้า) ที่ใช้ในการอ่านคำพยากรณ์น่ะ ตอนนี้เก็บไว้ที่ไหนเหรอ? เพราะหากเรามองดวงดาวบนท้องฟ้าในวันนี้ ตำแหน่งดวงดาวต่างๆนั้นไม่ได้มีอยู่แล้วนะ แล้วเหตุไฉนมันยังใช้ได้ล่ะ ทั้งๆที่มันไม่ได้มีอยู่ที่ตำแหน่งเดิมที่เราเกิดแล้ว

หรือว่าจริงๆแล้ว เราใช้ตำแหน่งของดวงดาวบนท้องฟ้าเหนือตำแหน่งที่เราเกิด มาใช้อธิบายอะไรอีกอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นในขณะนั้น

เปลี่ยนธาตุเปลี่ยนดวง

เปลี่ยนธาตุเปลี่ยนดวง

คีย์อยู่ที่จิต

อีกเรื่องหนึ่งก็คือ ในสมัยเด็กๆก็มีคนบอกว่า เวลาเราทำดีทำไม่ดี จะมีการจดบันทึกเอาไว้ในสมุดโดยสุวรรณและสุวาน แต่ก็สงสัยว่า โอ้ เวลาผ่านไปนานเข้าๆ คนในโลกก็มีเยอะแยะมากมายมหาศาล สุวรรณสุวานจะจดทันไหวเหรอ ไม่น่าใชแล้วล่ะ

ตอนนั้นมองหา หาไปทั่วจักรวาลเท่าที่จะทำได้ จนได้ข้อสรุปว่า ไม่ใช่ละ กรรมดีกรรมชั่วที่เราทำไว้ ไม่ได้มีจดบันทึกไว้ที่ไหนแน่ มีเหลือที่เดียวที่สำรวจแล้วไม่มีที่สิ้นสุด ไม่มีขนาด ไม่มีประมาณ เหมือนกับบ้านหลังใหญ่ซ่อนรูป คือ มองจากภายนอก ดูไม่มีอะไร แต่มองภายในแล้วกลับมีแต่ความไม่สิ้นสุด มีจำนวนห้องไม่มีประมาณ มีพื้นที่ปริมาตรที่กว้างขวางใหญ่โตที่ไม่อาจบอกได้ว่าใหญ่โตเท่าไหร่ เพราะเท่าไหร่ๆก็ไม่เคยจุดสิ้นสุดของขอบเขตของมัน นั่นก็คือ จิต

เคยไปกราบหลวงพ่อสีทน วัดถ้ำผาปู่ ต.นาอ้อ อ.เมือง จ.เลย (ลูกศิษย์หลวงปู่คำดี ปภาโส) ถึงเรื่องนี้ คือ ไปกราบท่าน และถามท่านแค่คำถามเดียวว่า “จิตคือผู้เก็บกรรม ใช่หรือไม่ครับ” ท่านตอบว่าใช่ (จริงๆมีคำถามพ่วง เหมือนทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ๖๐ เลยครับ ถามท่านว่า ดื่มเหล้าแค่ไหน ถึงไม่ผิดศีล ท่านตอบมาได้สะใจมาก หากไม่อยู่ต่อหน้าท่าน คงเอามือฟาดต้นขาตัวเองแล้วหัวเราะงอหายไปแล้ว ท่านตอบว่า “แค่ไม่ล่วงลำคอ” จบเลยครับ ไม่ต้องถามอะไรอีก สิ้นสงสัยกันในคำตอบเดียว เหมือนดาบซามูไรฟันฉับเดียว จบเลย)

จิตคือผู้สร้างโลกธาตุ

และอาศัยการเรียนการดูจิตจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม ทำให้เริ่มสังเกตเห็นว่า หากจะเกิดเหตุอะไรก็ตาม (เหตุแบบแรงๆ) เราจะสังเกตเห็นจิตของเราเอง มีกระบวนการบางอย่างผิดปกติ ก่อนที่เหตุนั้นจะเกิดขึ้นเสมอ ในช่วงนั้น ทำให้เกิดความสนใจที่จะเรียนรู้ “โลกธาตุ” ซึ่งหลวงพ่อปราโมทย์ ท่านเคยบอกว่าแต่ละคนก็มีคนละโลกธาตุ (ท่านอธิบายไว้ในเรื่องพระอนุรุทธะ ผู้มีฤทธิ์ รู้การตายการเกิดของสัตว์โลกรวดเดียว ๑ พันโลกธาตุ ก็คือ ๑ พันคน หรือ ๑ พันดวงจิต นั่นเอง)

จิตคือเจ้ากรรมนายเวรตัวจริง

นอกจากนี้แล้ว ยังมีอีก หลวงพ่อปราโมทย์ท่านเคยกล่าวคำหนึ่ง (เรื่องนี้ ลุงพุฒอยู่ในศาลา วัดสวนสันติธรรม ซึ่งในขณะนั้นยังไม่ได้เป็นวัด หากแต่ยังคงเป็นสำนักสงฆ์อยู่ วันนั้น ตอนท้าย หลังจากที่หลวงพ่อเลิกแสดงธรรมตามปกติแล้ว ผู้คนกำลังกราบท่านอยู่ ท่านก็กล่าวขึ้นมาว่า “จิตของเรานี่ล่ะคือ เจ้ากรรมนายเวร” ซึ่งท่านจะตั้งใจบอกใคร ลุงพุฒไม่ทราบ แต่ลุงพุฒนั่งอยู่ที่ท้ายศาลา ใกล้ๆประตูทางออก ก็ได้แต่ร้องในใจว่า “ใช่แล้ว…” ภาพทุกอย่างก็ชัดเจนแล้ว เป็นอย่างมาก เพราะจิตนี้เป็นผู้กระทำกรรม จิตนี้เป็นผู้เสวยวิบาก จิตนี้มีกิเลสเป็นของตน จิตย่อมมีชะตากรรมเป็นของตน หากจะมีใครควบคุมบังคับหรือดลบันดาลให้เราเป็นไปในลักษณะต่างๆ ก็เพราะจิตดวงนี้ล่ะ หาใช่ใครอื่น

จิตเป็นผู้กระทำกรรม และเสวยวิบากจากกรรมที่ตนทำ

และจิตนี้เกิดดับ ส่งทอด สืบทายาท รับเอา กิเลส กรรม วิบาก ส่งต่อไปเป็นทอดๆ จนคล้ายดั่งว่า จิตนี้ไม่เคยดับ จิตนี้คงทน มีจิตดวงนี้ตั้งแต่อดีต มาถึงปัจจุบัน และจะยังมีต่อไปยังอนาคต ทั้งๆที่แท้จริงแล้ว มันเกิดแล้วก็ดับ ดำรงอยู่ได้เพียงในปัจจุบันเท่านั้น ไม่มีเป็นแบบมีอยู่ในอดีตแล้วดำรงคงอยู่มาถึงปัจจุบันแล้วจะยังทอดยาวถึงอนาคตโดยไม่เกิดไม่ดับอย่างที่เข้าใจในความรู้สึก

จิตนั้นเป็นผู้กระทำกรรม จิตนั้นเป็นผู้เสวยวิบาก จิตนั้นเป็นผู้ประกอบไปด้วยกิเลส กรรมทั้งหลายที่จิตกระทำกรรมไป มีมากมาย และมันถูกเก็บเอาไว้ในจิตนั่นแหละ แต่จิตนั้นเกิดดับอยู่ตลอดเวลา มีกิเลส มีกรรม และมีวิบาก เป็นสมบัติ ที่จะตกทอดถ่ายทอด จากจิตดวงก่อน ไปสู่จิตดวงต่อไป (สืบทอดกันอย่างไร ลุงพุฒไม่อาจทราบได้) กิเลสนั้นเองก็แยกย่อยไปได้อีกหลากหลายอย่าง แต่อย่างหนึ่งก็คือ อนุสัย

จะพูดโดยรวมแล้วก็คือ กิเลสเป็นตัวกำหนดกรรม ในขณะนั้น จิตมีกิเลสใด กิเลสนั้นจะครอบงำจิต และครอบงำการกระทำ ทำให้เห็นได้ว่า การครอบงำจิตของกิเลส ก็กำหนดผล คือ วิบาก ไปด้วย

กรรมที่จิตปรุงแต่งเนืองๆ เป็นเหตุ

แต่อะไรเป็นตัวที่เลือกกิเลสมาครอบงำจิตล่ะ เรื่องนี้ ในแง่ของอภิธรรม ลุงพุฒไม่ทราบหรอกครับ แต่ในแง่ของการเฝ้าสังเกต ทำให้ทราบได้ว่า จริงๆแล้ว สิ่งที่เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้กิเลสตัวหนึ่งตัวใดลุกขึ้นมาทำงานก็คือ ผัสสะ ๑ เวทนา ๑ สัญญา ๑ ในขณะนั้น ขณะที่เกิดผัสสะ สัญญาจะทำงาน แปลความหมาย กำหนดเป็นความพอใจความไม่พอใจ กิเลสก็จะทำงาน เมื่อกิเลสทำงานแล้ว การกระทำที่กิเลสบงการก็จะเกิดขึ้น ผลของการกระทำของจิตที่กิเลสครอบงำบงการก็จะตามมา และเมื่อจิตนั้นมีการเกิดดับรวดเร็ว หมุนติ้วเป็นสังสารวัฎฎ์อยู่นั้น ผลของกรรมที่เกิดขึ้นตามมาก็มีมาก สร้างเป็นเรื่องราวเหตุการณ์และประสบการณ์ของบุคคลนั้นๆ ที่มีรูปแบบเฉพาะตัวที่ต่างจากคนอื่น โลกธาตุก็เกิดขึ้นเพราะเหตุนี้

และแต่ละคน ที่มีลักษณะของโลกธาตุเฉพาะตัวนี้ ทำให้ เมื่อพบเห็นหรือเผชิญปัญหาอย่างเดียวกัน กลับมีตอบสนองต่อเหตุการณ์ ทั้งความรู้สึก ทั้งความคิด การพูด การกระทำ การตัดสินใจ ที่แตกต่างกัน คล้ายๆกับเวลาที่เราพบการจราจรที่หนาแน่นคับคั่งบนถนน ผู้ขับรถแต่ละท่านก็จะมีพฤติกรรมที่ต่างกัน บางท่านก็เลือกจะขับไปตามแถวตามแนวตามช่องทางจราจรของตนเอง บางท่านก็เลือกจะเปลี่ยนช่องทางจราจรไปในช่องทางที่คาดว่าการจราจรจะหนาแน่นน้อยกว่า หรือบางท่านอาจเลือกใช้เส้นทางที่เสี่ยงกว่า ลัดเลาะเกาะขอบถนนไหล่ทางทางซ้ายมือเลย เพราะรู้สึกว่าไปได้เร็วกว่า สิ่งที่ตามมาก็คือ โอกาสที่จะพลาด เกิดอุบัติเหตุ ก็ต่างกันแล้ว (และในบุคคลคนเดียวกัน ในเวลาสถานการณ์สถานที่ที่่ต่างกัน ก็มีแนวโน้มที่จะมีการตัดสินใจที่ต่างกันออกไปด้วย ขึ้นอยู่กับว่า กิเลสใดกำลังครอบงำใจมาก่อนหน้านี้หรือเปล่า?)

ความสัมพันธ์ของ จิต ดวง กิเลส กรรม วิบาก

ตรงนี้เขียนเพื่อจะบอกว่า จริงแล้วดวงบนท้องฟ้า ณ เวลาที่เกิด ณ สถานที่ที่เกิด หาได้มีอยู่จริงแล้วบนท้องฟ้า หากแต่ที่มีอยู่ ก็มีแต่จิตที่เกิดดับและสืบทอด กิเลส กรรม วิบาก มาจากจุดนั้น ต่อเนื่องกันมาเรื่อยๆ อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงไปได้บ้าง เพราะจิตเป็นธรรมชาติที่ฝึกได้ อาศัยการอบรมเลี้ยงดูในวัยเด็ก ก็พอช่วยได้บ้าง (ในพระพุทธศาสนา เด็กทารกที่เกิดมา ไม่ได้เป็นผ้าขาว หากแต่มี กิเลส กรรม วิบาก ติดตัวมาตั้งแต่เกิดอยู่แล้ว ดังที่เราจะได้เห็น หากท่านใดมีบุตร-บุตรี ตั้งแต่ ๒ คน เป็นต้นไป เราจะเห็นความแตกต่างในนิสัยใจคอของเด็กๆ ซึ่งในบางครั้งบางคน เหมือนว่าไม่ได้อยู่ในบ้านหลังเดียวกันมาแต่เด็กๆนะครับ นิสัยใจคอต่างกันราวฟ้ากับดิน พี่น้องกัน คนหนึ่งใช้เงินเปลือง คนหนึ่งเก็บหอมรอมริบ ในบางบ้านก็มีให้เห็น)

จริงๆแล้ว ที่เราใช้ตำแหน่งดวงดาวบนท้องฟ้าตามเวลาเกิด ณ สถานที่เกิด มาพยากรณ์คนได้ ก็เพราะ จิตที่เกิดขึ้นเป็นคนเป็นมนุษย์เต็มตัวในเวลานั้น มีโครงสร้างการทำงาน (หรือ มีลักษณะของความยินดีพอใจ ความยินร้ายในพอใจ ในเรื่องต่างๆ) ที่สามารถอ่านได้ด้วยตำแหน่งของดวงดาวบนท้องฟ้าในขณะนั้น เหนือสถานที่แห่งนั้น และดวงจิตดวงนั้นล่ะ ก็สืบทอด กิเลส กรรม วิบาก ส่งต่อให้จิตดวงต่อๆมา ที่เกิดดับกันไปตามลำดับ ดังนั้น ดวงจริงๆ (คือ ตำแหน่งดวงดาวบนท้องฟ้า) ไม่มีอยู่แล้ว ที่มีอยู่ ก็มีเพียง ดวงจิตที่เกิดดับสืบทอดสืบสานต่อๆกันมา นั่นเอง

การสืบทอดจากการเกิดดับ ที่โลกเรียกกันว่า “ตัวตน”

ทีนี้ถ้าถามว่า ทำไม จิตจึงสามารถดำรงความเป็นตัวตนอย่างนั้นมาได้ เช่น สืบทอดนิสัยใจคอ ทัศนคติในเรื่องต่างๆ ก็ต้องขอบอกว่า ที่ทำได้ก็เพราะ จิตทำงานได้เร็ว เร็วเกินกว่าที่จะมีอะไรมาเปลี่ยนแปลงมันได้ง่ายๆ ตรงนี้ลุงพุฒชอบยกตัวอย่างของการทำงานของไจโรสโคป https://youtu.be/cquvA_IpEsA ดูเพิ่มเติม https://youtu.be/_6gEphTp2G4 และจะบอกว่า จิตทำงานไวยิ่งกว่าไจโรสโคปใดๆที่โลกเคยสร้างขึ้น ทำให้สามารถรักษาทิศทางของตนเองไว้ได้ด้วย เราอาจเรียกได้ว่า เป็น ไจโรสโคปของจิต ก็ได้ ซึ่งในเรื่องนี้ จะทำให้เราเข้าใจได้ว่า เราเปลี่ยนแปลงใคร เปลี่ยนแปลงนิสัยใคร อย่างแท้จริง ทำไม่ได้ง่ายๆ

การเปลี่ยนแปลงการทำงานของจิต มี ๒ วิธี

แต่ถึงแม้ว่า ดูเหมือนว่า ไจโรสโคปนี้ ไม่ว่าจะเป็นไจโรสโคปที่เป็นเครื่องมือ หรือไจโรสโคปของจิต จะพยายามรักษาทิศทางเดิมที่ชี้อยู่ได้ก็จริง ก็ใช่ว่าจะเปลี่ยนแปลงไม่ได้เลย แต่การเปลี่ยนแปลงนั้นจะต้องใช้กำลังมหาศาล ดังนั้น ในโลกนี้ กับการเปลี่ยนแปลงไจโรสโคปของจิตใจ ทำได้ ๒ วิธี คือ

๑ วิธีการของพระพุทธเจ้า คือ การเจริญวิปัสสนา การเจริญสติปัฎฐาน ๔ แบบนี้จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของไจโรสโคปของใจได้อย่างยอดเยี่ยม ดีที่สุด โดยเฉพาะเมื่อเกิด อริยมรรค อริยผล สำเร็จเป็นพระอริยะ แม้ชั้นต้น จิตใจจะเปลี่ยนสิ้นเชิง ยิ่งหากว่า ถึง อรหันตมรรค อรหันตผล สำเร็จเป็นพระอรหันต์ด้วยแล้ว ไม่ใช่เพียงจิตใจจะเปลี่ยนอย่างสิ้นเชิงแล้ว ยังเปลี่ยนแปลงชนิดที่ไม่เหลือเค้าเดิมไว้อีกด้วย วิธีนี้ดีที่สุด

๒ ส่วนอีกวิธีหนึ่ง เป็นวิธีแบบสมถะ และไม่ใช่วิธีการในพระพุทธศาสนาโดยตรง ไม่ได้ให้ผลอย่างเดียวกันกับวิธีที่ ๑ ด้วยซ้ำ เป็นวิธีการอย่างโลกๆ หรือ เป็นโลกียะ ไม่ใช่โลกุตตระ อย่างข้อ ๑ ทำได้เพียงกันหันเหทิศทางของไจโรสโคปของจิตได้ โดยใช้กำลังมหาศาลของจิตที่มีกำลังมากกว่า เข้าไปเปลี่ยนแปลงทิศทางไจโรสโคปของจิต ให้เป็นไปตามดวงใหม่ที่วางไว้

วิธีในข้อ ๒ นี้ โดยตัววิชาเองแล้ว สามารถที่จะเปลี่ยนทิศทางไจโรสโคปของจิต ให้ชี้ไปทางไหนก็ได้ แต่โดยคุณธรรม หรือจิตใจที่อยู่ในกรอบของศีลธรรม ก็ต้องเลือกให้เปลี่ยนไปให้อยู่ในลักษณะที่เรียกว่า วัฒนะ หรือ พัฒนา (เพราะถึงอย่างไร ผู้ที่วางดวงใหม่ให้ ก็ยังตกอยู่ในกรอบของกฎแห่งกรรมอยู่นั่นเอง หากวางดวงใหม่ให้ใครแย่ลง วันหนึ่งผลของกรรมก็จะย้อนกลับมาถึงตน ทำให้ตนต้องเสื่อมทรามลงไปด้วย) แล้วก็ใช่ว่า ใครได้ตำรา รู้วิธีการ แล้วจะทำได้ทุกคนเสมอไป (มีหลายท่านที่คิดจะมาเรียนโหราศาสตร์กับลุงพุฒ แล้วหวังจะได้ตำราการเปลี่ยนธาตุเปลี่ยนดวง) หากครูบาอาจารย์ ซึ่งเป็นเทพที่มีพลังจิตมหาศาล ท่านไม่เอาด้วย ก็เปลี่ยนดวงไม่ได้

ตรงนี้ ก็มีคนสงสัย ครูบาอาจารย์ที่ลุงพุฒกล่าวถึง หมายถึงใคร

ก็ไม่ต้องสงสัยนะครับ ครูบาอาจารยของลุงพุฒที่มี และขอพลังของท่านมาใช้ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง หากเป็นสายพระโพธิสัตว์ ก็ได้แก่

๑ หลวงปู่ทวด
๒ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี)
๓ ครูบาศรีวิชัย

ที่เป็นเทพ ก็ได้แก่
๑ พระแม่ธรณี
๒ พระพิฆเนศวร์

แล้วทำได้จริงๆหรือ?

และจริงๆแล้วในขณะที่เตรียมดวงใหม่ เพื่อเข้าพิธีเปลี่ยนธาตุเปลี่ยนดวง ลุงพุฒก็อาราธนาคุณในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาหลายพระองค์ มาเสริมเป็นกำลังให้กับดวงใหม่ที่เปลี่ยน แล้วยังใช้หัวใจคาถาต่างๆที่มีใช้กันที่เกี่ยวเนื่องกับเนื้อหาในพระพุทธศาสนา รวมทั้งการสวดสาธยายพระสูตรต่างๆ (พร้อมทั้งการอัญเชิญเทวดามาชุมนุม) เพื่อให้เกิดเป็นมงคลสูงสุดกับดวงชะตาที่เปลี่ยนธาตุเปลี่ยนดวงให้ใหม่ด้วย

ก่อนที่ลุงพุฒจะทำได้ ก็โดนทดสอบมาหลายครั้ง ว่าสามารถเปลี่ยนได้จริง จึงจะได้รับการอนุญาตให้เปลี่ยน

วัดผลว่าเปลี่ยนได้สำเร็จได้อย่างไร

การเปลี่ยนธาตุเปลี่ยนดวง หากจะสำเร็จหรือไม่สำเร็จ จะเทียบเคียงได้ไม่ยากนัก คือ

๑ จิตใจของตัวเอง เปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ โดยปกติต้องเปลี่ยนแปลงจนรู้สึกได้ ซึ่งแต่ละคนก็จะต่างๆกันออกไป ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่า แต่ละท่านนั้น มีปัญหาอะไรอยู่ก่อน แล้วการเปลี่ยนธาตุเปลี่ยนดวงนั้น ไปแก้ปัญหาตรงนั้น ก็จะมีผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในจิตใจโดยทันที เช่น บางคนมีปัญหาเรื่องการเป็นคนไม่สามารถปฏิเสธใครได้ เปลี่ยนธาตุเปลี่ยนดวงไปแล้ว จะต้องเป็นคนที่สามารถปฏิเสธได้เมื่อเป็นเรื่องที่ควรปฎิเสธ หรือ เป็นคนที่ขาดความมั่นใจในตัวเอง เมื่อเปลี่ยนดวงไปแล้ว ก็เกิดความมั่นใจในตัวเองตามมา

๒ สถานการณ์แวดล้อมเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ เช่น บางคน เป็นคนที่ถูกหลงลืม ผู้ใหญ่ไม่เคยเห็นความดีความชอบหรือไม่เห็นความสามารถ แล้วกลับกลายเป็นว่า ได้เห็นความสามารถ เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างนี้หรือไม่ หรือบางคน กำลังอยู่ในสถานการณ์ที่จนแต้ม หาทางออกไม่ได้ กลับพบกับการแก้ปัญหาอย่างที่ไม่ยากเย็น เพียงแต่เมื่อก่อนคิดไม่ออก มองไม่เห็น หรือไม่ อย่างนี้เป็นต้น

โดยส่วนใหญ่ มักจะเห็นความเปลี่ยนแปลงของตนเองในช่วงเวลาไม่กี่สัปดาห์ แต่ต้องขอบอกว่า แม้จะเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนขนาดนี้ ก็ใช่ว่าจะพลิกชะตากรรมได้แบบพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน การเปลี่ยนแปลงนั้นจะค่อยเป็นค่อยไป เปรียบเสมือนกับการที่เราเป็นเจ้าของกิจการ แล้วเราเปลี่ยนตัวผู้จัดการหรือ Managing Director (M.D.) นั่นล่ะครับ รับ M.D. ใหม่เข้ามา ก็ใช่ว่าปัญหาทุกอย่างจะมลายหายสูญไปในทันที แต่ปัญหาเก่าๆจะได้รับการแก้ไข ระยะเวลานั้นก็ขึ้นอยู่กับว่า ปัญหานั้นหนักหนาสาหัสหรือหมักหมมสะสมเอาไว้นานแค่ไหน ส่วนปัญหาใหม่ๆที่เป็นปัญหาซ้ำซากอย่างเดิมก็จะไม่เกิดขึ้น เรื่องใหม่ๆที่จะเกิดขึ้น จะเป็นเรื่องที่ดีๆ เป็นเรื่องที่เป็นความก้าวหน้า เป็นเรื่องที่ทำให้เกิดการพัฒนา ซึ่งก็ต้องใช้เวลาดำเนินการ ต้องใช้ความอดทนพยายาม สักช่วงหนึ่ง จึงจะสัมฤทธิ์ผล

แล้วดวงใหม่ที่ได้จากการเปลี่ยนธาตุเปลี่ยนดวง มีอะไรดีบ้าง

ดวงใหม่ที่ลุงพุฒวางไว้ให้ จะเป็นดวงใฝ่ดี มีการงานการเงินดี มีสุขภาพ มีความตั้งใจ มีความมุ่งมั่น มีการพัฒนา มีสมดุลในชีวิต มีสมดุลในการดำเนินชีวิตร่วมกับผู้อื่น ทั้งในชีวิตครอบครัวและชีวิตการงาน โดยดวงใหม่ที่วางไว้ จะเป็นดวงที่จิตใจของเจ้าตัวจะพยายามปรุงแต่งกุศลขึ้นโดยอัตโนมัติ จิตที่ปรุงแต่งกุศลอยู่เนืองๆ ก็จะทำให้จิตใจนั้นมีความสุข ความสุขที่เกิดขึ้น ก็จะน้อมนำให้จิตขยันปรุงแต่งกุศลไปตามโครงสร้างใหม่ของจิต ซึ่งเป็นไปตามดวงใหม่ที่วางไว้ การคิดดู พูดดี ทำดี มีทัศนคติที่ดี มีการกระทำที่ดี ก็จะเกิดขึ้น เรียกได้ว่า จะเป็นจิตที่คิดบวก นั่นล่ะครับ แต่ไม่ต้องคิดบวกด้วยการโน้มน้าวโน้มนำให้คิด หากจะเป็นไปโดยธรรมชาติเลย โดยมีความสุขที่วางไว้ให้เป็นตัวนำทางไป

และจิตที่มีธรรมชาติปรุงแต่งกุศลขึ้นมาเนืองๆ ก็จะเป็นจิตที่โน้มนำเอา กุศลกรรมวิบาก หรือ ผลบุญ ที่ตนได้ทำ ทั้งในอดีตชาติ (ไม่ใช่ชาติที่แล้ว แต่รวมถึงชาติก่อนๆโน้นด้วย) และในชาติปัจจุบัน (ทั้งที่ทำไปนานแล้ว และเพิ่งทำ) มาส่งผลถึง ก็จะมีผลทำให้ทำกิจการงานต่างๆให้สำเร็จโดยง่าย ปัญหาอุปสรรคไม่ค่อยมี หรือถ้ามีก็แก้ไขได้ง่ายๆด้วย อย่างนี้เป็นต้น

แล้วมันจะเสื่อมมั้ย?

ส่วนการดูแลรักษาจิตให้ยังคงมั่นอยู่กับดวงใหม่ที่หา ก็ทำอย่างที่ชาวพุทธที่ดีเขาทำกัน คือ ทำทาน รักษาศีล และภาวนา การภาวนาก็มีตั้งแต่การสวดมนต์ เรื่อยไปจนถึงการเจริญวิปัสสนา ก็แล้วแต่ใครจะเลือกจะสะดวกอย่างไหน ถ้าจัดสรรเวลาได้ ก็ไม่ยาก เพราะไม่ได้บังคับว่า ต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้เท่านั้นเท่านี้ ขอแค่ แบ่งเวลามาทำบ้างเป็นประจำสม่ำเสมอทุกวัน ก็พอแล้ว

ก็ไม่แน่ใจครับว่า จะสามารถอธิบายให้เข้าใจได้หรือไม่ แต่ก็พยายามอธิบายด้วยข้อความได้เท่านี้ล่ะครับ

อ่านเรื่องราวย้อนหลัง ทั้งเรื่องส่วนตัวของผม และประสบการณ์จากหลายท่านที่เปลี่ยนธาตุเปลี่ยนดวงกับผมไปแล้ว ได้ที่นี่ครับ

https://www.facebook.com/Vacharaphol.Sirivat.Tuek/posts/735148177478904 หรือ
https://www.facebook.com/nakamole/posts/520129402802805

ต้องค่อยทะยอยอ่านย้อนหลังไปเรื่อยๆนะครับ ไม่ได้ทำสารบัญไว้ เพราะไม่ค่อยเหมาะกับฟีดของเฟซบุ๊คครับ

หมายเหตุ ผมใช้ไพ่ทาโรต์มาเป็นภาพประกอบ ก็เพราะ ไพ่ทาโรต์นั้น แต่ละใบ มีความหมายบางอย่างคล้ายกับการพยากรณ์ด้วยโหราศาสตร์ไทยประยุกต์ที่ผมใช้อยู่เหมือนกัน ยกตัวอย่างของการ “เปลี่ยนธาตุเปลี่ยนดวง” ซึ่งมีความหมายในลักษณะ “เกิดใหม่” หรือ “New born” ก็จะมีความหมายคล้ายกับไพ่ทาโรต์ “เดอะสตาร์” จึงถูกเลือกมาใช้ เพราะความหมายของไพ่ตรงกัน ดังนั้น ด้วยความหมายของไพ่แต่ละประเภท และจำนวนไพ่ สะท้อนถึงอะไรบางอย่างที่มีในโหราศาสตร์ไทยประยุกต์เช่นกัน เพียงแต่ผมไม่ชอบการพยากรณ์ด้วยไพ่ เพราะมันเป็นการเสี่ยงทาย ทำให้การเปิดไพ่ ๒ ครั้งในคำถามเดียวกัน ในช่วงเวลาเดียวกัน มันมีความเบี่ยงเบนได้

ลุงพุฒ
https://nakamole.com
เขียนครั้งแรก ๔ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๖๓
แก้ไขครั้งหลักสุด (และเผยแพร่ครั้งหลังสุด) ๒๖ มีนาคม พ.ศ.๒๕๖๕

ค่าครู https://nakamole.com/#price
หมายเลขบัญชี https://nakamole.com/#account